ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สังคมยุคใหม่ ตอนที่ 2 (ตอนจบ)


       (ต่อจากตอนที่1)
       เดี๋ยวนี้ผู้คนติดเทคโนโลยีมาก จนลืมคนกลุ่มหนึ่ง ที่เค้ารอคุณวางโทรศัพท์แล้วไปหาหาเค้า คุณนึกออกมั้ยว่าคนกลุ่มนั้นคือใคร...
       "ครอบครัว" ของคุณไง คุณรู้มั้ย บางทีเค้าก็เห็นคุณนั่งเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานาน พ่อแม่ หรือคนอื่น ๆ เค้าก็รอคุณเปลี่ยนอิริยาบทมานั่งคุยกับท่าน "เป็นไงบ้างลูก" "เย็นนี้กินอะไรดี" "ว่าง ๆ เราไปเที่ยวไหนดีลูก" "มีอะไรก็คุยกับพ่อแม่บ้างนะลูกนะ" คุณไม่อยากได้ยินคำเหล่านี้จากปากท่านหรือ???
       อ๋อ...หรือคุณอยากได้ยินประโยคเหล่านี้จากคนอื่น ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตคุณอีกกลุ่มหนึ่ง ใครจะรู้ เค้าอาจจะถามเฉย ๆ ไม่ได้มาจากใจจริง คุณควรจะย้อนกลับไปฟังประโยคที่จริงใจจากครอบครัวคุณบ้างนะ อย่าให้โลกจอมปลอมมาทำลายมิตรภาพระหว่างคนในครอบครัว
       เดี๋ยวนี้นะ มีแต่ข่าวไม่รื่นหูเลย เอะอะก็ทะเลาะกัน เอะอะก็ฆ่ากัน สังคมไทยมันถึงคราวเปลี่ยนแปลงจริง ๆ หรือ... เคยคิด ทำไมเราไม่ไปอยู่ในยุคก่อนนะ ยุคที่คนไทยเป็นมิตรต่อกัน ยุคที่เป็นสยามเมืองยิ้มของแท้ ตัดภาพมาที่สมัยนี้สิ เรื่องนิดเดียวก็ทะเลาะกัน ทะเลาะกันไม่พอ ดันเป็นข่าวอีก โอ้ย อะไรของพวกคุณมึงกันน!!!! แล้วมีอะไรก็ฆ่ากันนี่คืออะไร สงสัยคนสมัยนี้จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลเสียอีกกระมัง
       คุณอยากให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพที่โทรศัพท์เป็นปัจจัยที่ 5 , ทะเลาะกันตลอดเวลา , มีเรื่องกันทุกนาที กระนั้นหรือ...
       ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่มีปัญหานั้นหรือกำลังประสบปัญหานั้น ๆ ก็ตาม พวกคุณสามารถทำให้เรื่องเหล่านี้หายไปจากสังคมเราได้นะ ทุกคนมีปาก มีมือ มีเท้า ร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้สังคมไทยของเรานั้นน่าอยู่ยิ่งขึ้น ทำให้สมกับที่ชาวต่างชาติเค้ามองเมืองไทยว่า "สยามเมืองยิ้ม" หันหน้าเข้าหากัน คุยกัน อยู่ด้วยกัน สร้างความอบอุ่นกับคนในครอบครัว อย่าให้สังคมเรากลายเป็นสังคมจอมปลอม สังคมหลอกหลวง สยามเมืองโหดไปเลย เชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้เป็นเช่นหรอก ถ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น
        คุณจะรออะไรล่ะ...ร่วมด้วยช่วยกัน สร้างสังคมเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น แล้วเมืองไทยเราจะเป็นเมืองที่น่าอยู่...

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กาลเทศะ (Time Place)

             เรื่องในวันนี้ที่จะปรากฏแก่สายตาของผู้อ่าน ขอบอกว่าเป็นเรื่องแรกที่เขียนด้วยความที่ไม่พอใจกับสิ่งที่เด็กบางคน ทำให้ผู้ใหญ่เห็น...เราโกรธแทนผู้ใหญ่กลุ่มนั้นนะ        กาลเทศะ เป็นอะไรที่มนุษย์ทุกคนควรรู้และควรมี แล้วเป็นอะไรที่เป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า 'มารยาท" ด้วย เป็นไปได้เหรอที่คนเราจะเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะ        ครับ มันมีแน่นอนครับท่าน ท่านไม่ได้เข้าใจผิดครับ ท่านคงจะเคยเจอกับตัวเองแน่        แล้วเด็กบางคนในยุคสมัยเทคโนโลยีครอบงำกระทำอยู่นั้น บางคนก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร คิดจะทำอะไรสนุก ๆ ตามอำเภอใจตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์และความรู้สึกของคนที่ฟังเราเลยเนาะ นอกจากพ่อ-แม่ ญาติ ๆ ก็คุณครูนี่แหละครับที่เราควรให้ความเคารพและควรทำตนให้ดี เพราะคุณครูนั้นไม่ได้รู้จักคุณเป็นการส่วนตัวที่ขนาดจะทราบถึงนิสัยของคุณหรอกครับ        สิ่งที่เราเจอเราขอสรุปตามความเข้าใจและตามประสบการณ์ เกี่ยวกับเด็กที่พูดอะไรไม่รู้จักกาลเทศะนะครับ (กรณีนี้พบเจอมากที...

ขอให้เหมือนเดิม (I want things to remain the same)

"ไม่ต้องรักเท่าฟ้า แต่ขอให้รักเท่าเดิม ไม่ต้องมีเพิ่มเติม แต่รักไม่น้อยลงไป ไม่ต้องรักจนชั่วนิรันดร์ ตราบที่ฉันนั้นยังหายใจ ขอให้เหมือนเดิม ขอให้เหมือนเดิม..."  (ขอให้เหมือนเดิม : BUDOKAN)        มีโอกาสได้ฟังเพลง "ขอให้เหมือนเดิม" ของ "BUDOKAN" เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยอมรับเลยว่าแต่ก่อนไม่เคยได้ยินเพลงนี้ (สาบาน!) จนเห็นเพลงนี้ขึ้นใน Youtube บ่อย ๆ เลยลองกดเข้าไปฟัง        พระเจ้า!!! เพลงนี้ช่างโดนใจฉันเสียเหลือเกิน (ในแง่มุมคนที่ไร้ความรักนั้น ก็คงจะต้องฟังเพลงแบบนี้สินะ)         ฉันพอจะเข้าใจคนคนหนึ่ง ไม่ได้ต้องการให้ใครมารักตัวเองมากมายอะไรขนาดนั้น เขายังคงอยากให้ความรักที่จะมอบให้นั้นเป็นความรักที่ธรรมดา ๆ ปกติ ๆ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย แหม่! เป็นความรักที่พอเพียงแต่กินใจเหลือเกิน        แต่ก็จริงนะ เราไม่ต้องการความรักที่มันเวอร์วังอลังการบานตะไทอะไรขนาดนั้น (เวอร์ไหมล่ะคุณ???) เพียงแค่รักธรรมดาที่มาจากใจนั้น ก็คงจะมีค่าสำหรับคนคนหนึ่งแล้ว ไม่ต้องรักใครมากกว่าเดิม ไม่ต้องทำอะไรให้...

แอบมอง (Peek)

       คุณเคยลองแอบมองใครสักคนไหม??? แล้วความรู้สึกเป็นอย่างไร???        เป็นธรรมดาที่หัวใจเรากำลังต้องการยืมใบหน้าหรือยืมตัวใครคนหนึ่ง มามโนว่าเขาเป็นคนของเรา เวลาเราทำอะไรเราก็มโนว่าเขาก็อยู่กับเรา ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เขาอยู่ไกลจากคุณคนละซีกโลกเลยนะนั่น        แต่การเป็นคนที่แอบมองนั้นใช่ว่ามันจะเจ็บหรือมันไม่ได้ดั่งใจหรือไม่ได้หมายความว่าคุณจะแห้วนะ ดีเสียอีก เป็นความสุขทางสายตาของเรา การที่เราแอบมองใครคนนั้นแล้วเขามีความสุขนั้น เราก็พลอยมีความสุขตามไปด้วย แต่ถ้าเขาเกิดเศร้าขึ้นมาล่ะ เราก็อาจจะเป็นฮีโร่หรืออัศวินขี่ม้าขาวไปปลอบเขาก็ได้นะ ยังดีกว่าคนที่ไม่คิดจะทำอะไรเลยแล้วยัง..........ไปชอบเค้ายังจะทำให้เขาสนใจอีก สู้แอบมองห่าง ๆ แล้วไปเป็นฮีโร่ในอนาคตยังไม่ดีกว่าเหรอ        เราก็เคยนะแอบมองคนคนนั้นแล้วเราก็ยิ้มตามไป มันมีความสุขดี แม้ว่าในสายตาเขาไม่มีเราอยู่เลยก็ตาม การแอบมองก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ ไม่อึดอัดทั้งสองฝ่าาย เราก็ไม่อึดอัดถึงอยากจะสารภาพความในใจสักเท่าไหนก็ตาม แค่มองตามองใบหน้าน...