ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เทวดาคืนสวรรค์

(พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙)
ขอบพระคุณภาพจากทวิตเตอร์ : Buntanik Boonsin 


(ภาพพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560)
ขอบพระคุณภาพจากไทยรัฐ

       วันนี้ (วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560) เป็นวันที่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี
       ฉันเชื่อได้ว่า ชาวไทยทุกคน และชาวต่างประเทศ ก็คงเศร้าใจไปไม่น้อยที่ถึงวันนี้
       ตั้งแต่ประมาณวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2560 มีผู้คนบางส่วน ต่างไปจับจองพื้นที่ ณ บริเวณท้องสนามหลวง กันแน่นขนัด เพื่อมาส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกคนต่างก็รักพระองค์เหมือนกัน หัวใจคนไทยทุกคนนับตั้งแต่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2560 ก็ต่างรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ฉันเชื่อว่า ทุกคนคงคิดถึงพระองค์เป็นอย่างมาก
       มาถึงวันนี้ วันที่มีพระราชพิธีดังกล่าว ฉันก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ทุกคนก็เสียใจเหมือนกัน ไม่คิดว่าจะต้องเห็นพระราชพิธีของพระองค์ในชีวิตเลย เสียงปืนใหญ่ดังทุก 1 นาที เสียงประโคม ดังก้องอยู่ในหูฉันอยู่เลย แต่ก่อน ฉันได้ยินเสียงปืนใหญ่ ก็ต่อเมื่อมีพิธีเฉลิมฉลอง แต่มาตอนนี้ กลับไม่ใช่พิธีเฉลิมฉลองเหมือนเคย ฉัน...รู้สึกว่าฉันเอง เริ่มจะไม่มีชีวิตชีวาแล้ว 
       ฉันเองก็ไม่เคยเห็นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพของพระมหากษัตริย์ไทยเลยในชีวิต จนมาวันนี้ฉันก็ได้เห็นด้วยสายตาคู่หนึ่งของฉัน ที่ได้เห็นพิธีตั้งแต่เช้ายันจะจบพระราชพิธี ฉันเริ่มหงอยเพราะฉันไม่ชินกับพระราชพิธีนี้เอาเสียเลย ฉันยอมรับว่าเป็นบุญตาที่ได้เห็น แต่ก็ไม่ได้เป็นที่น่าภูมิใจเลย เพราะพระราชพิธีแบบนี้ ไม่มีใครอยากให้เกิดและอยากเห็น ชีวิตเราก็เหมือนแสงเทียนนั่นแหละ มีเกิดก็ต้องมีดับ เราต้องรับให้ได้
       ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะเขียนถึงพระราชพิธีนี้นัก ถึงจะตั้งใจดูขนาดไหนก็เถอะ หากข้อมูลผิดไปมันก็ไม่ดีแน่นอน
       ตอนนี้พระองค์ท่าน คงได้เสด็จกลับไปอยู่กับครอบครัวท่านพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ท่านคงมีความสุข แต่พวกเราก็ยังคงทุกข์กันอยู่เพราะวันนี้เราไม่มีท่านแล้ว
       ฉันยอมรับเลยจิดใจฉันหดหู่มาก ทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อ ถึงพ่อจะไม่อยู่กับเราแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังอยู่ในใจของพวกเราเสมอ
       อิจฉาที่สวรรค์ได้เทวดากลับคืน
       ขอบคุณสวรรค์ที่ได้ส่งท่านมา
       ลูกทุกคนจะมิมีวันลืมพ่อเลย
ปล.สำนวนภาษาอาจจะแปลก ๆ การเขียนอาจจะวกไปวนมาไปบ้าง แต่ฉันก็ตั้งใจที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อเก็บเป็นความทรงจำของฉันตลอดชั่วชีวิต ขออภัยหากมีคำหรือการใช้สำนวนใดขัดหูขัดตาท่านผู้อ่านครับ เพราะตอนที่เขียนอยู่ยอมรับว่าจุกหัวใจมาก ๆ บรรยายอะไรไม่ออกจริง ๆ
        #ฉันเกิดในรัชกาลที่๙
(ประชาชนชาวไทยต่างมาจับจองพื้นที่เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
26 ตุลาคม พ.ศ.2560)
ขอบพระคุณภาพจากไทยรัฐ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กาลเทศะ (Time Place)

             เรื่องในวันนี้ที่จะปรากฏแก่สายตาของผู้อ่าน ขอบอกว่าเป็นเรื่องแรกที่เขียนด้วยความที่ไม่พอใจกับสิ่งที่เด็กบางคน ทำให้ผู้ใหญ่เห็น...เราโกรธแทนผู้ใหญ่กลุ่มนั้นนะ        กาลเทศะ เป็นอะไรที่มนุษย์ทุกคนควรรู้และควรมี แล้วเป็นอะไรที่เป็นพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า 'มารยาท" ด้วย เป็นไปได้เหรอที่คนเราจะเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะ        ครับ มันมีแน่นอนครับท่าน ท่านไม่ได้เข้าใจผิดครับ ท่านคงจะเคยเจอกับตัวเองแน่        แล้วเด็กบางคนในยุคสมัยเทคโนโลยีครอบงำกระทำอยู่นั้น บางคนก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร คิดจะทำอะไรสนุก ๆ ตามอำเภอใจตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์และความรู้สึกของคนที่ฟังเราเลยเนาะ นอกจากพ่อ-แม่ ญาติ ๆ ก็คุณครูนี่แหละครับที่เราควรให้ความเคารพและควรทำตนให้ดี เพราะคุณครูนั้นไม่ได้รู้จักคุณเป็นการส่วนตัวที่ขนาดจะทราบถึงนิสัยของคุณหรอกครับ        สิ่งที่เราเจอเราขอสรุปตามความเข้าใจและตามประสบการณ์ เกี่ยวกับเด็กที่พูดอะไรไม่รู้จักกาลเทศะนะครับ (กรณีนี้พบเจอมากที...

ขอให้เหมือนเดิม (I want things to remain the same)

"ไม่ต้องรักเท่าฟ้า แต่ขอให้รักเท่าเดิม ไม่ต้องมีเพิ่มเติม แต่รักไม่น้อยลงไป ไม่ต้องรักจนชั่วนิรันดร์ ตราบที่ฉันนั้นยังหายใจ ขอให้เหมือนเดิม ขอให้เหมือนเดิม..."  (ขอให้เหมือนเดิม : BUDOKAN)        มีโอกาสได้ฟังเพลง "ขอให้เหมือนเดิม" ของ "BUDOKAN" เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยอมรับเลยว่าแต่ก่อนไม่เคยได้ยินเพลงนี้ (สาบาน!) จนเห็นเพลงนี้ขึ้นใน Youtube บ่อย ๆ เลยลองกดเข้าไปฟัง        พระเจ้า!!! เพลงนี้ช่างโดนใจฉันเสียเหลือเกิน (ในแง่มุมคนที่ไร้ความรักนั้น ก็คงจะต้องฟังเพลงแบบนี้สินะ)         ฉันพอจะเข้าใจคนคนหนึ่ง ไม่ได้ต้องการให้ใครมารักตัวเองมากมายอะไรขนาดนั้น เขายังคงอยากให้ความรักที่จะมอบให้นั้นเป็นความรักที่ธรรมดา ๆ ปกติ ๆ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย แหม่! เป็นความรักที่พอเพียงแต่กินใจเหลือเกิน        แต่ก็จริงนะ เราไม่ต้องการความรักที่มันเวอร์วังอลังการบานตะไทอะไรขนาดนั้น (เวอร์ไหมล่ะคุณ???) เพียงแค่รักธรรมดาที่มาจากใจนั้น ก็คงจะมีค่าสำหรับคนคนหนึ่งแล้ว ไม่ต้องรักใครมากกว่าเดิม ไม่ต้องทำอะไรให้...

แอบมอง (Peek)

       คุณเคยลองแอบมองใครสักคนไหม??? แล้วความรู้สึกเป็นอย่างไร???        เป็นธรรมดาที่หัวใจเรากำลังต้องการยืมใบหน้าหรือยืมตัวใครคนหนึ่ง มามโนว่าเขาเป็นคนของเรา เวลาเราทำอะไรเราก็มโนว่าเขาก็อยู่กับเรา ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เขาอยู่ไกลจากคุณคนละซีกโลกเลยนะนั่น        แต่การเป็นคนที่แอบมองนั้นใช่ว่ามันจะเจ็บหรือมันไม่ได้ดั่งใจหรือไม่ได้หมายความว่าคุณจะแห้วนะ ดีเสียอีก เป็นความสุขทางสายตาของเรา การที่เราแอบมองใครคนนั้นแล้วเขามีความสุขนั้น เราก็พลอยมีความสุขตามไปด้วย แต่ถ้าเขาเกิดเศร้าขึ้นมาล่ะ เราก็อาจจะเป็นฮีโร่หรืออัศวินขี่ม้าขาวไปปลอบเขาก็ได้นะ ยังดีกว่าคนที่ไม่คิดจะทำอะไรเลยแล้วยัง..........ไปชอบเค้ายังจะทำให้เขาสนใจอีก สู้แอบมองห่าง ๆ แล้วไปเป็นฮีโร่ในอนาคตยังไม่ดีกว่าเหรอ        เราก็เคยนะแอบมองคนคนนั้นแล้วเราก็ยิ้มตามไป มันมีความสุขดี แม้ว่าในสายตาเขาไม่มีเราอยู่เลยก็ตาม การแอบมองก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ ไม่อึดอัดทั้งสองฝ่าาย เราก็ไม่อึดอัดถึงอยากจะสารภาพความในใจสักเท่าไหนก็ตาม แค่มองตามองใบหน้าน...