ในปี พ.ศ.2559 ฉันใช้ชีวิตปกติ ตามประสาเด็กวัยรุ่นทั่ว ๆ ไป
แล้วในช่วงเดือนตุลาคม ปีนั้น เป็นช่วงที่ฉันปิดภาคเรียนที่ 1 ฉันก็ใช้ชีวิตสบาย ๆ อย่างมีความสุข แต่จะมีความสุขน้อยกว่าทุกครั้ง เพราะฉันได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมากมายเลยทีเดียว แต่ฉันก็ไม่เชื่อเพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจริงตามเรื่องราวข่าวลือ จนมาถึงวันพุธ ที่ 12 ตุลาคม 2559 ข่าวลือที่ฉันได้ยินนั้นแพร่ทั่วออกไป คนไทยทุกคนก็ตกใจไปไม่น้อยกว่าฉันเลย ทุกคนพร้อมใจกันไปที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลที่พระองค์ประทับรักษาอยู่ ต่างคนพร้อมใจสวดมนต์เพื่อให้ท่านหายจากอาการประชวรโดยเร็ว
วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม 2559 ฉันสัมผัสได้ว่า ข่าวลือที่ฉันได้ยินคงจะไม่เป็นข่าวลือ เพราะวงในได้ส่งต่อข่าวมาเรื่อย ๆ ว่า พระองค์ท่าน สวรรคตแล้ว แต่ถึงอย่างไรนั้นฉันก็ยังไม่เชื่อ เพราะถ้าเป็นเรื่องจริงคงมีแถลงการณ์โดยตรงจากสำนักพระราชวังออกมาแล้ว แต่ความหวังฉันหมดไป ตั้งแต่เกือบ 19 นาฬิกา ได้มีภาพประกาศจากสำนักพระราชวังเต็มสื่อโซเชียลว่าท่านสวรรคตแล้วจริง ๆ แต่เมื่อมาถึงเวลาประมาณ 18.52 น. ใจของฉันได้สลายลงเรียบร้อย
"ประกาศสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต"
ท่านสวรรคตเมื่อเวลา 15.52 น. ฉันจำได้ว่า ณ ขณะนั้น ท้องฟ้ามืดครื้ม ทุกอย่างเงียบ แต่ฉันไม่คิดว่าเวลานั้นเป็นเวลาที่ท่านไม่อยู่กับพวกเราแล้ว
ฉันจุกมาก ฉันทำอะไรไม่ถูก ฉันแทบไม่เชื่อว่าสิ่งที่ฉันได้ยินเป็นเรื่องจริง ในวันนั้นฉันกำลังร่าเริงมาก พอได้ฟังประกาศจากทางโทรทัศน์ ฉันเงียบ ฉันรู้สึกว่าแผ่นดินที่ฉันอยู่เงียบมาก ทุกอย่างดูสงบ สายลมแทบไม่พัดผ่าน ต้นไม้แทบไม่พริ้วไหว เสียงสัตว์ต่าง ๆ แทบไม่ได้ยิน ผู้คนแทบไม่สัญจร ฉันได้แต่นั่งคิดทบทวนชีวิตของฉันในช่วงที่ท่านยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ฉันเดินไปอีกห้องหนึ่ง ฉันเดินไปหยิบสิ่งของที่เกี่ยวกับท่านมาไว้ในห้องตัวเอง ฉันมองพระบรมฉายาลักษณ์ท่าน น้ำตาฉันซึม แต่ฉันมิอาจจะร้องไห้ออกมาได้ (ขอบอกตามตรง ฉันเป็นคนที่ร้องไห้ได้ยากมาก) ฉันได้แต่นั่งนิ่ง ฉันเชื่อว่าพ่อ-แม่ ของฉันที่ขายของอยู่ด้านล่าง คงยังไม่ทราบข่าวร้ายนี้ ฉันเลยลงไปด้วยใบหน้านิ่ง ขรึมผิดปกติแล้วฉันเปิดโทรทัศน์โดยไม่บอกไม่กล่าวท่านทั้งสอง แล้วฉันก็ขึ้นไปนั่งนิ่งด้านบน
ไม่นึกไม่ฝันว่าฉันจะได้ยินข่าวแบบนี้ด้วยตัวเอง ฉันเกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ ในวันนั้นฉันอยู่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 มา 13 ปี 9 เดือน 17 วัน ฉันไม่มีความสุขเอาเสียเลย วันนั้นเป็นวันที่ฉันทำอะไรไม่ถูกเลย ทานข้าวก็ทานไม่ลง ดูทีวีก็น้ำตาซึม จะนอนก็นอนไม่หลับ ฉันไม่ชินกับเหตุการณ์แบบนี้ แล้วฉันได้คิดว่า แผ่นดินที่หนึ่งของฉัน...ได้จบลงในวันนี้แล้วสินะ ฉันต้องก้าวเข้าสู่แผ่นดินที่สอง ในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 จริง ๆ หรือ...
ฉันเชื่อว่า ในเวลานั้น คนไทยทุกคนก็รู้สึกเสียใจ โศกเศร้าไม่ต่างจากฉัน แผ่นดินไทยคงนองไปด้วยน้ำตา ใบหน้าของทุกคนคงเศร้าหมองเคล้าไปด้วยน้ำตา แต่ฉันคิดว่า ถ้าเรายังเศร้าขนาดนี้ แล้ว พระราชินี , พระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์ จะไม่โศกเศร้าหนักกว่าเราหรือ ทุกคนรักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทุกคน เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะเสียใจเมื่อได้ยินข่าววิปโยคเช่นนี้ มันคงถึงเวลาที่เราจะก้าวออกจากยุค รัชกาลที่ 9 แล้วเดินหน้าเข้ายุค รัชกาลที่ 10 พร้อม ๆ กัน ทั้งประเทศ
ทุกคำสอน ทุกสิ่งอย่าง ที่พระองค์ได้ฝากไว้ให้ลูกหลานไทย ลูก ๆ ทุกคน จะน้อมนำไปปฏิบัติและจะปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ ลูก ๆ ทุกคน จะไม่ลืมพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระเมตตากับประชาชนชาวไทยได้เลยแม้แต่นิด
ฉันสัญญาว่า ถ้าฉันมีลูก ถ้าฉันมีคนรู้จักที่เกิดไม่ทัน รัชกาลที่ 9 ถ้าฉันได้เป็นครูตามที่ฝัน ฉันจะขอเล่าเรื่องราวที่ท่านฝากไว้ให้พวกเราทุก ๆ คน
ขอเป็นข้ารองพระบาท ทุกชาติไป...
#ฉันเกิดในรัชกาลที่๙
ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเทอร์เน็ต...





ใช้คำสวยๆ
ตอบลบ